ผมพบมันในร้านชื่อดัง ณ ศูนย์การค้าหรูหราบนถนนศรีนครินทร์ ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปจับจ่ายซื้อหาอะไร เพียงแค่รู้สึกอยากเข้าไปเดินชมสินค้าสวยๆ ร่ำรวยความคิดที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านแห่งนี้เท่านั้น แล้วสายตาก็ไปปะทะกับอะไรบางอย่างที่เสียบอยู่ในกระป๋องขนาดใหญ่ วัตถุเหล่านั้นมีสีดำสนิท ปลายที่โผล่พ้นขอบกระป๋องออกมามีลักษณะคล้ายดาบนักรบญี่ปุ่นโบราณ แต่เมื่อหยิบขึ้นมาจึงได้รู้ว่ามันคือร่ม หลังจากกางออกก็พบว่าเป็นอุปกรณืกันแดดฝนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และยังเคลือบสารป้องกันรังสียูวีไว้ที่ด้านหลังของผ้าร่มอีกด้วย
มนุษย์พกร่มจนติดมืออย่างผม มีอีกด้านมุมคือความชื่นชอบศิลปะการต่อสู้แทบทุกประเภท เมื่อพบวัตถุที่ผนวกรวมสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันเช่นนี้ ความรู้สึกต้องการครอบครองจึงเอ่อท้นในหัวใจ และนั่นคือที่มาของการตัดสินใจซื้อที่รวดเร็วครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การซื้อของผม
แดดคือสิ่งแรกที่ผมใช้ร่มป้องกัน ส่วนฝนเป็นสิ่งที่รองลงมา ผมพกร่มคันนี้ไปด้วยทุกที่ ขึ้นรถ เดินเท้า ร่มที่มีลักษณะภายนอกคล้ายดาบซามูไร ร่มที่ทำให้คนที่พานพบต้องใช้สายตาพินิจพิจารณาด้วยเวลาที่เนิ่นนานว่ามันคืออาวุธหรือเปล่า แทบไม่มีใครที่เห็นร่มคันนี้แล้วไม่สนใจ บางคนรู้ว่าเป็นร่ม บางคนยังเต็มไปด้วยความสงสัย และบางคนก็ถึงขั้นตระหนกตกใจด้วยเข้าใจไปว่ามันคืออาวุธที่ใช้สำหรับปลิดชีวิตผู้อื่น!!
ถึงวันนี้ผมพกร่มคันนี้ด้วยความเคยชิน ไม่มีความรู้สึกว่ามันดึงดูดความสนใจจากผู้ที่พบเห็นเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่หยิบติดมือก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเสมอ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้ผมได้กลับมาตระหนักนึกอีกครั้งว่า ร่มคันนี้มีการดีไซน์ที่ผู้ออกแบบจงใจให้ดูคล้ายดาบซามูไร ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้บางคนเข้าใจผิดก็เป็นได้
แต่สิ่งที่เหนือไปกว่าการบอกตัวเองให้ระมัดระวังว่าอาจทำให้ผู้อื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัวก็คือ การได้กลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร ในชีวิตของเราทุกคนย่อมจะต้องได้พบเผชิญกับ"สายตาของผู้อื่น" เช่นนี้เสมอ
ด้วยความที่เป็นคนซึ่งมีรสนิยมความชอบและรูปลักษณ์ที่จัดอยู่ในหมวดคนส่วนน้อย บ่อยครั้งที่ผมได้รับสายตาล่องหนจากรอยสักที่ต้นแขน ได้รับสายตาล่องหนจากกล้ามเนื้อและรูปร่างที่ใหญ่โต ได้รับสายตาล่องหนจากเครื่องประดับบนใบหูที่เรียงตัวกันอยู่บนหูข้างเดียวถึงหกชิ้น และอาจได้รับสายตาล่องหนจากอีกหลายการปฏิบัติที่ไม่ได้จัดอยู่ในหมู่มวลคนส่วนใหญ่
เก้อเขิน หรือกระดากอาย? ไม่เลย เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมเลย ตราบเท่าที่ผมรู้ว่าตัวเองคือใคร และกำลังทำอะไรอยู่ ผมมั่นใจว่าบางสิ่งของคนส่วนน้อยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย แต่หลายสิ่งของคนส่วนใหญ่ อาทิ การทิ้งขยะลงพื้น การไม่เคารพกฏจราจร การแซงคิว การเสียมารยาทในโรงภาพยนตร์ การทุจริต ฯลฯ สิ่งต่างๆ ที่คนจำนวนไม่น้อยปฏิบัติและเห็นการปฏิบัติจนรู้สึก 'ชิน' เหล่านี้ต่างหากที่ควรละอาย และควรส่งเสริมให้เกิดการละอายในวงกว้างด้วย
เมื่อวันที่คนส่วนใหญ่เหล่านั้นละเลิกการประพฤติที่เห็นแก่ตัวและเบียดเบียนตัวเองกับผู้อื่น ผมและคนส่วนน้อยรายอื่นๆ จะได้กลายเป็น 'คนส่วนหนึ่ง' ของสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางรสนิยมที่ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ไม่ใช่สังคมที่เต็มไปด้วยสายตาล่องหนซึ่งพร้อมจะพุ่งไปกระทบคนที่ 'ต่าง' จากเรา แต่กลับเลือกที่จะปิดตาให้กับการกระทำที่เบียดเบียนและทำร้ายสังคมเช่นนี้
edit @ 4 Jul 2011 10:20:51 by เวสารัช โทณผลิน