2011/May/05

   คุณต้องเคย 'รู้สึก' แน่ๆ  คล้ายว่าใครสักคนกำลังจับจ้องมาที่เรา ทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้เห็นชัดว่ามีสายตามองมาที่เราเลยด้วยซ้ำ
 
 

 
   ผมก็เคยเช่นกัน ในอดีตที่ผ่านไปผมเคยรู้สึกเช่นนั้นเป็นระยะๆ ทั้งที่ป้ายรถประจำทางที่มีคนบางตา ในรถไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน ณ ร้านหนังสือที่มีคนยืนอ่านนั่งเปิดหนังสืออยู่ตามจุดต่างๆ  ใครสักคนกำลังจ้องมองมาที่ผม ใครบางคนกำลังดูเราอยู่!!
 
      เย็นวันหนึ่ง ขณะที่กำลังเดินเท้าเพื่อไปขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน สายตาของผมปะทะเข้ากับสายตาของผู้หญิงที่กะเกณฑ์ด้วยสายตาแล้วน่าจะมีอายุราวสี่สิบปีคนหนึ่ง เธอมีสีหน้าหวาดกลัว หลังจากสายตาของเราปะทะกันเพียงไม่กี่วินาทีเธอก็หลบสายตา ก้มหน้าลงต่ำ สัญชาตญาณบอกว่าเธอรู้สึกไม่ดีกับผม หลังจากที่เดินผ่านจุดที่เธอนั่งอยู่ไปเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งทำงานอยู่บริเวณนั้นเดินสวนไหล่ผมเข้าไปยังจุดที่เธอนั่งอยู่พร้อมกับบอกเธอด้วยเสียงที่ดังฟังชัดว่า
 
      "ร่มน่ะครับ ไม่ใช่ดาบหรอก"
 
     ผมเดินห่างออกมาไกลพอสมควรแล้ว แต่เสียงถอนหายใจจากสตรีท่านนั้นยังปลิวมาเข้าหู
 
     นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเหลือบลงไปมองร่มสีดำคันโตในมือ ร่มที่ผมเพิ่งซื้อมาได้ไม่กี่เดือนซึ่งถูกใจผมตั้งแต่แรกเห็น และผมก็ใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการตัดสินใจจ่ายเงินซื้อมาเป็นของตัวเอง
 

    ผมพบมันในร้านชื่อดัง ณ ศูนย์การค้าหรูหราบนถนนศรีนครินทร์ ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปจับจ่ายซื้อหาอะไร เพียงแค่รู้สึกอยากเข้าไปเดินชมสินค้าสวยๆ ร่ำรวยความคิดที่วางจำหน่ายอยู่ในร้านแห่งนี้เท่านั้น แล้วสายตาก็ไปปะทะกับอะไรบางอย่างที่เสียบอยู่ในกระป๋องขนาดใหญ่ วัตถุเหล่านั้นมีสีดำสนิท ปลายที่โผล่พ้นขอบกระป๋องออกมามีลักษณะคล้ายดาบนักรบญี่ปุ่นโบราณ  แต่เมื่อหยิบขึ้นมาจึงได้รู้ว่ามันคือร่ม หลังจากกางออกก็พบว่าเป็นอุปกรณืกันแดดฝนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และยังเคลือบสารป้องกันรังสียูวีไว้ที่ด้านหลังของผ้าร่มอีกด้วย

 

    มนุษย์พกร่มจนติดมืออย่างผม มีอีกด้านมุมคือความชื่นชอบศิลปะการต่อสู้แทบทุกประเภท เมื่อพบวัตถุที่ผนวกรวมสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันเช่นนี้ ความรู้สึกต้องการครอบครองจึงเอ่อท้นในหัวใจ และนั่นคือที่มาของการตัดสินใจซื้อที่รวดเร็วครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การซื้อของผม

    แดดคือสิ่งแรกที่ผมใช้ร่มป้องกัน ส่วนฝนเป็นสิ่งที่รองลงมา ผมพกร่มคันนี้ไปด้วยทุกที่ ขึ้นรถ เดินเท้า ร่มที่มีลักษณะภายนอกคล้ายดาบซามูไร  ร่มที่ทำให้คนที่พานพบต้องใช้สายตาพินิจพิจารณาด้วยเวลาที่เนิ่นนานว่ามันคืออาวุธหรือเปล่า  แทบไม่มีใครที่เห็นร่มคันนี้แล้วไม่สนใจ บางคนรู้ว่าเป็นร่ม บางคนยังเต็มไปด้วยความสงสัย และบางคนก็ถึงขั้นตระหนกตกใจด้วยเข้าใจไปว่ามันคืออาวุธที่ใช้สำหรับปลิดชีวิตผู้อื่น!!

 

     ถึงวันนี้ผมพกร่มคันนี้ด้วยความเคยชิน ไม่มีความรู้สึกว่ามันดึงดูดความสนใจจากผู้ที่พบเห็นเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่หยิบติดมือก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเสมอ  แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็ทำให้ผมได้กลับมาตระหนักนึกอีกครั้งว่า ร่มคันนี้มีการดีไซน์ที่ผู้ออกแบบจงใจให้ดูคล้ายดาบซามูไร ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้บางคนเข้าใจผิดก็เป็นได้

  แต่สิ่งที่เหนือไปกว่าการบอกตัวเองให้ระมัดระวังว่าอาจทำให้ผู้อื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัวก็คือ การได้กลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร ในชีวิตของเราทุกคนย่อมจะต้องได้พบเผชิญกับ"สายตาของผู้อื่น" เช่นนี้เสมอ

 

   ด้วยความที่เป็นคนซึ่งมีรสนิยมความชอบและรูปลักษณ์ที่จัดอยู่ในหมวดคนส่วนน้อย บ่อยครั้งที่ผมได้รับสายตาล่องหนจากรอยสักที่ต้นแขน ได้รับสายตาล่องหนจากกล้ามเนื้อและรูปร่างที่ใหญ่โต ได้รับสายตาล่องหนจากเครื่องประดับบนใบหูที่เรียงตัวกันอยู่บนหูข้างเดียวถึงหกชิ้น และอาจได้รับสายตาล่องหนจากอีกหลายการปฏิบัติที่ไม่ได้จัดอยู่ในหมู่มวลคนส่วนใหญ่

 

    เก้อเขิน หรือกระดากอาย? ไม่เลย เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมเลย ตราบเท่าที่ผมรู้ว่าตัวเองคือใคร และกำลังทำอะไรอยู่ ผมมั่นใจว่าบางสิ่งของคนส่วนน้อยเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย แต่หลายสิ่งของคนส่วนใหญ่ อาทิ การทิ้งขยะลงพื้น การไม่เคารพกฏจราจร การแซงคิว การเสียมารยาทในโรงภาพยนตร์ การทุจริต ฯลฯ สิ่งต่างๆ ที่คนจำนวนไม่น้อยปฏิบัติและเห็นการปฏิบัติจนรู้สึก 'ชิน' เหล่านี้ต่างหากที่ควรละอาย และควรส่งเสริมให้เกิดการละอายในวงกว้างด้วย

 

    เมื่อวันที่คนส่วนใหญ่เหล่านั้นละเลิกการประพฤติที่เห็นแก่ตัวและเบียดเบียนตัวเองกับผู้อื่น ผมและคนส่วนน้อยรายอื่นๆ จะได้กลายเป็น 'คนส่วนหนึ่ง' ของสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางรสนิยมที่ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ไม่ใช่สังคมที่เต็มไปด้วยสายตาล่องหนซึ่งพร้อมจะพุ่งไปกระทบคนที่ 'ต่าง' จากเรา แต่กลับเลือกที่จะปิดตาให้กับการกระทำที่เบียดเบียนและทำร้ายสังคมเช่นนี้

 



edit @ 4 Jul 2011 10:20:51 by เวสารัช โทณผลิน

2011/Mar/25

 
 (1)
       "ครอบครัวเวย์ดูอบอุ่นดีเนอะ" เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งของผมเคยเปรยขึ้นมา ในขณะที่เรากำลังนั่งสนทนากันในเรื่องทั่วๆ ไป ผมส่งยิ้มน้อยๆ แทนคำตอบกลับไป ในขณะที่หัวสมองก็ขบคิดใคร่ครวญว่าเพราะเหตุใดความรู้สึกเช่นนั้นจึงเกิดขึ้นกับเพื่อนที่เพิ่งพบปะพูดคุยกันได้เพียงไม่กี่เดือน มิหนำซ้ำยังไม่เคยพบเจอคนในครอบครัวของผมเลยแม้แต่รายเดียวด้วยซ้ำ
 
         ความคิดของผมล่องลอยไป ภาพอบอุ่นในอดีตหวนขึ้นมาปะติดปะต่อกัน โดยที่ผมไม่อาจล่วงรู้เลยว่า อีกหลายปีถัดจากนั้น ภาพในอนาคตของครอบครัวก็ยังคงอวลอุ่นเช่นเดียวกับวันก่อนที่ผ่านพ้นไป
 
   (2)
      เสียงหัวเราะดังอยู่ในครัวหลังบ้าน ผมรีบถอดรองเท้าผ้าใบ ผลุนผลันเข้าประตูด้วยความรวดเร็ว เพื่อจะได้ไปเจอกับหลานสาวตัวน้อยที่กำลังเล่นล้ออยู่กับคุณตา คุณยาย และคุณยายทวดของเธอ ในทุกวันที่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ฝ่าฟันรถติดกับมลภาวะบนท้องถนนเป็นเวลาร่วมสองชั่วโมงเพื่อไปนั่งจุมปุ๊กทำงานหลังคอมพิวเตอร์ ผมถือว่าช่วงใกล้มืดที่ได้คืนสู่บ้านคือรางวัลของชีวิตที่ผมได้รับโดยไม่ต้องเสียทรัพย์สินเงินทองใดใดแลกเปลี่ยนแม้แต่นิดเดียว
 
       ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มนับตั้งแต่พี่สาวให้กำเนิดลูกสาวขึ้นมา ทุกคนในบ้านก็ค้นพบความหมายของคำว่า'ครอบครัว' ที่พจนานุกรมฉบับไหนก็ไม่เคยบัญญัติเอาไว้  เป็นความครบสมบูรณ์ที่คนสี่เจเนอร์เรชั่นได้มาพักพิงอิงอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาบ้านหลังเล็กๆ ท้ายหมู่บ้านเก่าแก่ปลายเขตเมืองของจังหวัดใกล้แม่น้ำ พวกเรามีช่วงเวลาดีๆ ให้แก่กันเพิ่มมากขึ้นโดยมีหลานสาวตัวน้อยเป็นจุดเชื่อม
 
      การส่งเธอจากอ้อมอกของคนหนึ่งผ่านไปสู่อีกคนหนึ่งมีสายสัมพันธ์ประหลาดล้ำที่ประคับประคองเชื่อมต่อ มันคอยย้ำคอยเตือนให้เรารู้ว่าเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เราคือคนคนเดียวกัน
 
    ในช่วงแรกประสบการณ์ในการเลี้ยงทารกของผมยังอ่อนด้อย และผมก็แทบจะไม่ได้ข้องแว้งยุ่งเกี่ยวอะไรกับหลานสาวมากนัก เพียงแค่จะช้อนตัวเธอขึ้นมาอยู่ในอ้อมอกยังทำได้เพียงแค่ในจินตนาการ  แต่เมื่อผมวางความกังวลไว้นอกตัว แล้วนำความรัก ความห่วงใยเข้ามาแทนที่ ผมพบว่าตัวเองสามารถเป็น 'น้าชาย' ที่อุ้มชูดูแลเธอได้ไม่ขี้เหร่นัก ผมไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่หัวใจของใคร แต่เมื่อใครคนหนึ่งให้ความรักแก่คนอีกคนหนึ่ง  คนที่ได้รับก็จะมอบความรักตอบคืนกลับมา

    และจากวันที่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ก็แทบจะไม่มีวันใดที่เธอห่างหายไปจากอ้อมแขนของผมเลย

   คุณพ่อในวัยเกษียณกับคุณแม่ที่กลับมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวนานเจ็ดปีเต็มได้กลับมาทำหน้าที่พ่อและแม่ของทารกน้อยอีกครั้ง ป้อนนม ป้อนน้ำ อาบน้ำ เช็ดคัว เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัวไทยขนาดปานกลาง ที่ชายแก่หญิงชรามักจะรับหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆ ของผู้ที่พวกเขาให้กำเนิดขึ้นเสมอ หลังจากที่ผู้ให้กำเนิดเหล่านั้นจำเป็นต้องกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทและโรงงานอุตสาหกรรมที่ตัวเองสังกัดเพื่อเก็บออมสินทรัพย์อีกครั้ง

 
     สิ่งที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนก็คือ เวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานพ่อกับแม่เหล่านั้นจะรีบกลับบ้าน มุ่งหน้าเดินทางหอบพาร่างกายมาอยู่ที่บ้าน เพื่อให้กายได้ใกล้กับหัวใจที่เต้นเร่าอยู่ที่นั่น ที่เจ้าตัวน้อยของพวกเขา
 
   ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกนั้นบ้าง แม้จะไม่ไ่ด้เป็นคนให้กำเนิดแต่ก็เชื่อว่าความรู้สึกของผมเป็นรองพี่สาวกับพี่เขยแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนถึงบัดนี้ผมประกาศได้อย่างเต็มปากเต็มใจว่าความสุขอันดับต้นๆ ในชีวิตของผม คือการได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับหลานสาว อุ้มพาหลานสาวเดินเล่น ส่งนิ้วให้เธอจับพยุงตัวเดินเตาะแตะแล้วฟังเสียงหัวเราะลั่นโลกของเธอ
 
    แล้วจากลาวันเก่าด้วยการยื่นหน้าให้เธอใช้ริมฝีปากเล็กๆ จุมพิตเบาๆ ผมปาดน้ำลายที่เปื้อนออกพร้อมรอยยิ้ม โบกมืออำลาเป็นสัญญาณของการสัญญาว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะกลับมาพบกันใหม่อีกครั้ง
 
    ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของครอบครัวเข้มแข็งชัดเจนขึ้นทุกขณะ
 
    เป็นความรู้สึกที่ตบบ่าให้ผมมั่นใจว่า ต่อไปนี้ไม่ว่าจะพบเจอปัญหาทุกข์ภัยอะไร ผมก็จะผ่านไปได้ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ต่อให้ผมหกล้มหรือพลัดหล่นจากที่สูงขนาดไหน ก็จะมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ คอยฉุดดึงให้ผมลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ
 
    เป็นความรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่เข้มแข็งและชัดเจนขึ้นทุกขณะจริงๆ
 
(3)
      หญิงรุ่นน้องยกมือไหว้กล่าวสวัสดีทุกคนในครอบครัวของผม เธอเพิ่งได้พบหน้ากับคุณพ่อ คุณแม่ และคุณยายของผม ในขณะที่ได้เคยเจอพี่สาว พี่เขย และหลานสาวมาของผมมาแล้วหนึ่งครั้งก่อนหน้านี้ ความประหม่าเกาะอยู่ที่หัวใจของเธอเล็กน้อยแต่เธอก็ยังคุมอาการได้เป็นอย่างดี
 
     ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ ในหัวใจดวงเล็กๆ ของผมมีผู้หญิงเพียงสี่คนที่เข้าไปนั่งจับจอง คนแรกคือ 'คุณแม่'ผู้ให้กำเนิดและให้ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง คนที่สองคือ'คุณยาย'ผู้เปรียบเสมือนคุณแม่คนที่สองของผม คนที่สามคือ'คุณป้า' ผู้หญิงต่างดีเอ็นเอที่รักผมมากที่สุดในโลก และคนที่สี่คือ'พี่สาว'ผู้เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ที่คอยดูแลผมเสมอมา
 
   จนเมื่อปีก่อนผู้หญิงที่ผมรักคนที่ห้าก็ถือกำเนิดขึ้น ผมมอบตำแหน่งดังกล่าวให้กับเธอทันทีที่เธอลืมตาดูโลก หลานสาวของผมน่ารักทั้งหน้าตาภายนอก น่ารักทั้งนิสัยภายในที่เคารพเชื่อฟังและว่านอนสอนง่าย เป็นความเชื่อฟังที่เจือเคล้าไปด้วยความซนประสาเด็กซึ่งทำให้เธอไม่นิ่งเฉยจนประหลาดจากวัย เธอคลานซุกซน ชี้นู่นชี้นี่ และมักหยิบจับสิ่งของมาแทะเล่นเป็นประจำ แต่เธอก็รักที่จะยิ้ม ชอบที่จะหัวเราะและพึงพอใจกับการยกมือไหว้ทุกคนเมื่อคุณแม่ร้องขอ โบกมืออำลาทุกครั้งที่คุณพ่อต้องการ และทำท่าทางอื่นๆ ได้อีกสารพัดสารพันจนคนที่ได้พบเห็นอดที่จะส่งยิ้มให้กับเธอไม่ได้
 
 
    วันนี้ ผู้หญิงที่ผมรักทั้งห้าคนและคุณพ่อกับพี่เขยได้มาอยู่พร้อมหน้ากันรอบโต๊ะอาหารขนาดปานกลางที่ร้านบรรยากาศงดงามใกล้สนามบิน  ภายนอกสิ่งปลูกสร้างที่เราอาศัยอยู่นั้นไมได้ทำให้ความเป็นครอบครัวกร่อนพังลงไปแม้แต่น้อย ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง หน้าที่ของพ่อ หน้าที่ของแม่ หน้าที่ของยาย หน้าที่ของตา หน้าที่ของลูก หน้าที่ของสามี หน้าที่ของภรรยา และหน้าที่ของครอบครัว

 ผมชวนผู้หญิงที่รู้จักผ่านการเป็นแฟนคลับศิลปินคนหนึ่ง สนทนาพูดคุยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตกันมากว่าห้าปีแต่เพิ่งพบเจอกันได้เพียงไม่กี่เดือนมาร่วมงานวันครบรอบวันเกิดขวบปีแรกของหลานสาว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้แนะนำให้คนในครอบครัวได้รู้จักผู้หญิงข้างกายที่สังคมบัญญัติเรียกกันว่า 'แฟน'  ความกังวลใจอันเบาบางของผมปลิวหายไปกับสายลมหลังจากที่ทุกคนที่แวดล้อมชีวิตของผมไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือแฟนสาวต่างก็ยินดีปรีดาในการพบปะเจอหน้ากันในครั้งนี้

 เธอเชื่อมต่อกับคนในครอบครัวจนกลายเป็น 'เรา' ภายในเวลาไม่นาน

 ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองคนเดียวหรือเปล่า แต่เมื่อเธอมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ความเป็นครอบครัวของเราชัดเจนมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาเสียอีก เธอไม่ใช่ส่วนเกิน เธอคือส่วนเสริม แต่ไหนแต่ไรมาครอบครัวผมไม่ใช่ภาพต่อที่แหว่งวิ่นอยู่แล้ว การมีเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เข้าใจในความแตกต่าง และยอมรับซึ่งกันและกันทำให้ภาพครอบครัวงดงามยิ่งขึ้น

  เรานั่งอยู่ร่วมโต๊ะเดียวกัน เราตักอาหารให้กัน เราไต่ถามทุกข์สุขของกัน เราสนทนากัน เราหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน เรายิ้มให้กัน และเราจะอยู่ข้างๆ กัน ทำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่กันในขณะที่มีชีวิตร่วมกันจนถึงวันที่ความตายมาดึงแยกร่างกายของเราให้ห่างออกไปจากกัน

  และทุกคนในครอบครัวของเรารู้ดีว่า ในวันที่ร่างของใครสักคนดับสูญ ความทรงจำที่มีต่อเขาก็จะยังคงแจ่มชัดสวยงามอยู่ในหัวใจของพวกเราเสมอ เราเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่า "การตายจากกันในขณะที่มอบความรักให้แก่กันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต  ไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเท่ากับการมีชีวิตอยู่ด้วยกันแต่ยังคงถ่ายทอดความเกลียดชังให้แก่กัน"

 

...................................................
 
 พรหมวิหาร ๔  : หลักธรรมสำหรับครอบครัว
หลักธรรมที่ครอบครัวควรจะนำมาใช้เป็นประจำเพื่อความสุข สันติ และสงบที่จะเกิดขึ้นแก่ทุกคนในครอบครัว
๑. เมตตา คือความรู้สึกที่อยากจะให้ผู้อื่นมีความสุข ใช้ในยามปกติ
๒. กรุณา คือความรู้สึกที่อยากจะช่วยเหลือหรืออยากให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ ใช้ในยามที่ใครในครอบครัวประสบทุกข์หรือปัญหา
๓. มุทิตา คือความรู้ยินดีกับผู้อื่นในวาระที่เขามีความสุข มีความสำเร็จในทางที่ถูกที่ควร
๔. อุเบกขา คือการวางเฉยทำใจให้เป็นกลางเมื่อผู้อื่นประสบทุกข์จากกรรมที่เขาได้ก่อไว้
 
 
 
 
 

 

 

 

 

 

 

edit @ 30 Mar 2011 09:14:26 by เวสารัช โทณผลิน

2011/Jan/27

    แผ่นกระดาษสีขาวรสสัมผัสค่อนข้างแข็งขนาด 9 คูณ 10 เซนติเมตรวางแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน ผมพาร่างกายล้าโรยเคลื่อนเข้าไปใกล้กระดาษแผ่นนั้น เพียงสายตาที่สบกระทบ ก็รู้ได้ทันทีว่ากระดาษแผ่นนั้นคืออะไร และมันวางอยู่บนโต๊ะตัวดังกล่าวเพื่ออะไร
 
 
 
         วันนั้นผมนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ร้านขายข้าวหมกไก่ชื่อดังบนถนนศรีสมาน ระหว่างที่ขบวนอาหารซึ่งบอกให้แม่ครัวทำยังเดินทางมาไม่ถึง บริกรชายท่าทางเป็นมิตรคนหนึ่งก็เดินมาหยุดที่ข้างโต๊ะ ในมือของเขามีไปรษณียบัตรหนึ่งแผ่น   ชายบริกรยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม ส่งยิ้ม แล้วอ้าปากบอกสิ่งที่ทำให้ความสงสัยของผมเคลื่อนคลายไป
      แม้จะไม่เคยเข้ามานั่งบริโภค แต่เพียงแค่ดูคนที่ผ่านไปผ่านมาส่วนใหญ่ก็น่าจะรู้ว่าร้านขายข้าวหมกไก่และอาหารอิสลามขนาดปานกลางแห่งนี้ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องชื่อเสียงและยอดจำหน่าย ป้ายผ้าใบถูกพิมพ์ด้วยระบบสกรีนบอกเล่าถึงความสำเร็จดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง จำนวนรถราที่เรียงรายอยู่ในลานจอดกับผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปนั่งรับประทานช่วยยืนยันสิ่งที่ป้ายบอกอีกคำรบหนึ่ง
   

         แต่ความสำเร็จในด้านยอดขายกลับดูเป็นเรื่องเล็กน้อยจนแทบไม่มีค่า เมื่อเทียบกับสิ่งที่เจ้าของและพนักงานในร้านขายข้าวหมกไก่แห่งนี้กำลังปฏิบัติ โครงการ 'รองเท้าเพื่อน้อง' กำเนิดขึ้นมาด้วยความมุ่งหวังที่จะให้เด็กๆ ในชนบทห่างไกลได้มีเครื่องสวมห่มอวัยวะส่วนล่างสุด ป้องกันผิวตีนให้พ้นจากความสกปรกของพื้นดิน

        เขายื่นไปรษณียบัตรหนึ่งแผ่นมาให้ผม พร้อมกับบอกให้ผมเขียนชื่อ นามสกุล และที่อยู่ของตัวเองเพื่อที่วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเด็กๆ ในต่างจังหวัดอันห่างไกลได้รับรองเท้าเรียบร้อยแล้ว ไปรษณียบัตรแผ่นดังกล่าวจะถูกส่งกลับมาแจ้งแก่ผม

  สารภาพอย่างตรงไปตรงมา แรกทีเดียว ผมเกิดความรู้สึกเฉยชาต่อสิ่งที่กำลังฟัง ไม่ได้คิดจินตนาการภาพเด็กนักเรียนผิวขมุกขมอม สวมเสื้อขาดกระรุ่งกระริ่งวิ่งเล่นอยู่บนผืนดินผากแห้งโดยปราศจากรองเท้าหุ้มห่อเลยแม้แต่น้อย ผมคิดเพียงอย่างเดียวว่า เมื่อไหร่ข้าวหมกไก่ที่สั่งไปจะมาถึง เสียงกระเพาะอาหารที่ดังขึ้นย้ำให้จิตผมประหวัดนึกได้แต่เพียงเรื่องปากท้องของตัวเองเท่านั้น

 

   ความคิดที่โผล่วูบแวบเข้ามาในหัวก็คือ หากรับประทานอาหารเสร็จจนท้องอิ่มสมบูรณ์ ผมจะเดินออกไปจากร้านโดยทิ้งเงินเล็กน้อยที่ตัวเองพอจะเจียดได้ใส่ในตู้รับบริจาคใบที่บริกรผู้นั้นย้ำแก่ผมว่า "ทานอาหารเสร็จก่อนค่อยบริจาคก็ได้ครับ"

 

  เพียงเดินผ่าน ล้วงมือไปหยิบเงิน แล้วใส่ลงไปในตู้รับบริจาคใบนั้น

 ผมคิดเช่นนั้น แล้วผมก็ทำเช่นนั้นจริงๆ  

    ธนบัตรใบละห้าสิบบาทถูกหย่อนลงตู้พลาสติกใส มันค่อยๆ ร่วงลงไปซบอยู่กับธนบัตรใบละยี่สิบที่นอนอยู่ด้านบนสุดในตู้ ผมเดินจากไปโดยที่ในหัวแทบไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับธนบัตรและไปรษณียบัตรใบนั้นเลย

 

   วันเวลาผันผ่านมานานหลายเดือน จนผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าในอดีตที่ไม่ห่างไกลตัวเองเคยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้ว  เพราะในความรู้สึกของคนทำงานวัยหนุ่มที่ใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง มีรองเท้าหุ้มตีนของตัวเองไม่ต่ำกว่าสี่คู่  ทั้งรองเท้าใส่ไปทำงาน  รองเท้าใส่วิ่งออกกำลังกาย รองเท้าใส่เดินละแวกบ้าน รองเท้าใส่สำหรับเดินเที่ยวเล่นในห้างสรรพสินค้า อาจเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์สองตีนแต่มีรองเท้าเกินสองคู่อย่างผมและคนชั้นกลางส่วนใหญ่ในประเทศนี้ที่จะไม่ค่อยรู้สึกถึงรสชาติของการ 'ตีนเปล่า' แบบที่เด็กชนบทเหล่านั้นกำลังสัมผัสอยู่

 

    จนกระทั่งวันที่ไปรษณียบัตรแผ่นนั้นเดินทางกลับมา...

 

    มันเป็นไปรษณียบัตรใบเดิมกับที่ผมเคยก้มหน้าเขียนหวัดๆ ในวันที่ท้องกำลังจะถูกเติมเต็มด้วยข้าวหมกไก่รสโอชา ต่างกันก็เพียงด้านล่างที่อยู่ผู้ส่งมีชื่อ ที่อยู่ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขียนด้วยลายมือบรรจงซึ่งถ่ายทอดผ่านเส้นดินสอ HB 

คาร์บอนจางแต่เข้มไปด้วยความรู้สึกที่ข้นคลั่ก

   เธอได้รับรองเท้าแล้ว ด้านล่างที่อยู่มีเบอร์รองเท้าบอกเสร็จสรรพ สารภาพว่าเป็นวินาทีที่ผมรู้สึกตื้นตันกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในมือของผมยังถือไปรษณียบัตร แต่ในใจเห็นภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมเผ้ากระเซิงเหยิงยุ่ง วิ่งหัวร่อผ่านทิวไม้ บนผืนดินลูกรังแดงฝุ่น ฝ่าเท้าน้อยๆ ของเธอได้รับการโอบอุ้มปกป้องจากความโสมมเรียบร้อยแล้ว

.................................

 

อานิสงส์แห่งบุญในพระไตรปิฎก

บุญขั้นพื้นฐาน  - ให้ทานแก่ผู้มีศีล 8, ศีล 5 ,มนุษย์ที่ไม่มีศีล ไม่มีธรรม, สัตว์เดรัจฉาน

บุญขั้นกลาง - ให้ธรรมทาน, ให้อภัยทาน, ถวายวิหารทาน, ถวายสังฆทานที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน, ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า, ถวายทานแก่พระอรหันต์, ถวายทานแก่พระอนาคามี, ถวายทานแก่พระสกิทาคามี, ถวายทานแก่พระโสดาบัน, ถวายทานแก่พระสมมติสงฆ์(พระสงฆ์ทั่วไป),ถวายทานแก่สามเณร



บุญขั้นสูงสุด - เจริญวิปัสสนา, ทำสมาธิ, รักษาศีล,มีจิตใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย

 

 

 

  

   

 

 

edit @ 11 Feb 2011 09:33:54 by เวสารัช โทณผลิน