2009/Feb/28

          เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลาสองเดือนกว่าๆ แล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผม เสมือนว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

 

          สนามหญ้ากว้างใหญ่หลังสโมสรทหารเรือสว่างเรืองด้วยแสงไฟที่สาดกระทบ เสียงอึงอลฟังไม่ได้ศัพท์ดังมาจากเครื่องเสียงที่ตั้งห่างออกไป ผมก้าวช้าๆ เหยียบใบหญ้าเขียวชื้นมุ่งไปทางต้นเสียง เมื่อเคลื่อนผ่านเหลี่ยมมุมของตัวอาคาร ผมก็เห็นเพื่อนของผมยืนตระหง่านอยู่ สูทสีขาวที่เขาสวมแยกเขาให้ต่างไปจากคนนับพันซึ่งอยู่บริเวณนั้น ส่วนผู้หญิงในชุดราตรีที่ยืนเคียงข้างก็ทำให้เขาดูแปลกไปจากภาพจดจำที่ผมมีต่อเขา ภาพซึ่งฝังอยู่ในหัวของผมมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

        15 ปีที่แล้ว ผมเดินลงมาจากห้องเรียนที่เพิ่งยุติการสอนเพื่อตรงไปเข้าห้องน้ำที่อยู่คนละอาคาร ระหว่างทาง ผมพบเพื่อนคนนี้นั่งอยู่ใต้ถุนอาคารมืดหม่น เขาสวมกางเกงขาสั้นขนาดเล็กกว่าสะโพกไปหนึ่งเบอร์ ผมเหลือบมองเขาแต่ไม่กล้ามองจ้องหรือเอ่ยทัก กิติศัพท์ในการใช้ชีวิตเยี่ยงอันธพาลของเขาดึงถ่างสัมพันธภาพของเราให้ห่างออกจากกัน ทั้งๆ ที่เราเรียนอยู่ห้องเดียวกัน และเคยร่วมรั้วโรงเรียนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นประถมด้วยซ้ำ

 

        บ่อยครั้งที่เดินผ่าน ผมเห็นเขาอยู่บริเวณนั้น แต่แทบจะไม่เคยเห็นเขาอยู่ในห้องเรียนเลย บางวันเขาเอาน้ำประปาไล่สาดเพื่อนในกลุ่มที่มาจากแทบทุกห้องคละเคล้ากันไป เขาแผดเสียงหัวเราะ แต่บางวันเขานั่งเงียบ เอาบุหรี่จิ้มเข้าปาก สูดลมหายใจลึกจนปลายแท่งมฤตยูกลายเป็นสีส้มแดง แล้วระบายควันออกมาแต่ดูเหมือนยังเก็บงำบางสิ่งอยู่ในใจ

          รอยยิ้มของเขาในงานสมรส ดึงผมกลับคืนสู่ปัจจุบัน ผมกับเพื่อนในกลุ่มเดินเข้าไปจับมือทักทายเขา สีหน้าของทุกคนเปื้อนแปะไปด้วยรอยยิ้ม เป็นสหยิ้มที่ผมและเพื่อนๆ ไม่ได้เห็นและปฏิบัติร่วมกันมานาน นับจากวันที่เราทุกคนเลิกสวมชุดนักเรียนมัธยม

 

       ภาพอดีตฉายเลือนราง หลายเดือนถัดจากวันที่เขาซุกตัวอยู่ใต้ตึก  ชีวิตการศึกษาของเราเลื่อนสู่ท่อนปลายของวัยมัธยมตามครรลอง เส้นผมบนศีรษะยืดยาวกว่าช่วงที่อยู่มัธยมต้น 2-3 เซนติเมตร ใบหน้าเกรอะกรังไปด้วยสิว เสียงพูดก็แตกพร่า หลายสิ่งเปลี่ยนแปลง แต่โชคชะตากลับบ่มเพาะความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขาให้เหนียวแน่นกว่าเดิม เราได้อยู่ร่วมห้องกันอีกครั้ง พร้อมๆ กับที่เขาก็ได้ลุกจากเก้าอี้ที่เคยนั่ง เดินผ่านเงามืดของซอกตึกมาสู่มุมสว่างบนสนามบาสเกตบอล ลานฟุตบอล และห้องเรียน

 

      ใครจะไปเชื่อว่า เด็กผู้ชายที่เคยนั่งประดิษฐ์อาวุธให้เพื่อนนำไปทำร้ายนักเรียนต่างสถาบันจะได้เป็นหัวหน้าห้อง ที่สำคัญ เขายังเป็นศูนย์รวมจิตใจของเพื่อนๆ ในห้องทุกคน ไม่ใช่เพียงคนที่คอยยกอุปกรณ์การสอนของอาจารย์มาติดตั้ง ไม่ใช่แค่คนที่กล่าวให้ทุกคนในห้องแสดงความเคารพครูผู้สอน ไม่ใช่ทาสรับใช้ของห้องเหมือนหัวหน้าห้องในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ 

        ในที่สุด เขากลายมาเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งในกลุ่มที่ผมสบายใจยามได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเขา ไม่หลงเหลือโครงเค้าของนักเลงเยาวชนที่เขาเคยพยายามทำให้ตัวเองเป็นเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

        เสียงจากลำโพงกระชากผมกลับสู่วันงานอีกครั้ง หลังจากร่วมถ่ายภาพกับเขาและเจ้าสาว เพื่อนร่างโย่งคนนี้ก็เดินนำผมและเพื่อนๆ ไปที่โต๊ะว่างตัวหนึ่ง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจในทำนองขอโทษขอโพย หากดูแลได้ไม่ดีพอ

        วินาทีนั้น ขอสารภาพตรงๆ ว่า ไม่ใช่การดูแลจากเพื่อนในวันงานที่ผมเก็บมาครุ่นคิด แต่สิ่งที่โคจรอยู่ในสมองของผมจนถึงกลางดึกในห้องนอนอันเงียบสงัดนั้นคือ "อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราต้องจากกัน?"

       นาฬิกาหยุดเดินไปหลายครั้ง แต่โลกไม่เคยหยุดหมุน การโคจรของดวงดาวพาให้ผมและเขามีชีวิตเป็นของตัวเอง เราพบเจอกันบ้างในวาระที่ใครสักคนในกลุ่มนัด ตามร้านหมูกระทะ ร้านอาหารญี่ปุ่น และผับบาร์

      แต่ชื่อของเพื่อนที่เคยปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือก็ทิ้งระยะห่างในการแสดงตัว จากหนึ่งเดือน เป็นสองเดือน จากสอง เป็นสี่ ห้า และหก เราทุกคนมีภารกิจที่ต้องทำ ไม่อาจมาร่วมโต๊ะ กินลาบ น้ำตก หรือหมูกระทะแล้วระเบิดเสียงหัวเราะกลบความเงียบเหงาภายในร้าน ไม่อาจวิ่งไล่ลูกฟุตบอลพลาสติกเก่าๆ ปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกง ยุติการแข่งขันลงพร้อมๆ กับเสื้อที่ชุ่มเหงื่อและรอยยิ้มที่ปนเปื้อนไปจนถึงวินาทีที่กำลังจะหย่อนศรีษะลงบนหมอนได้อีกต่อไป

        ผมเคยเร่งเวลา ให้ราตรีพ้นไปเร็วๆ เพื่อจะได้ไปเจอกับเพื่อนที่โรงเรียนอีกครั้งในยามเช้า

        แต่ วันนี้ ผมกลับละเลียดจังหวะชีวิตของตัวเอง  ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า จุดที่เขากำลังยืน คือ ตำแหน่งที่เพื่อนของผมเลือก เช่นเดียวกับเก้าอี้ชื้นเหม็นใต้อาคารมืดๆ  บนสนามบาสเกตบอล ในห้องสอบเอ็นทรานซ์ที่มีปลายทางเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ และอีกแสนล้านตำแหน่งที่เขาเคยเคลื่อนผ่าน

 

      ถ้าสิ่งที่ทำให้ผมและเพื่อนๆ ยินดีและเต็มใจมาร่วมแสดงความยินดีกับเขาในวันนี้ คือ สิ่งเดียวกันกับที่ทำให้เขาเลือกยืนอยู่หน้าประตูมงคล เคียงคู่ผู้หญิงที่เขาเลือกให้มาเป็นคู่ชีวิต ท่ามกลางแขกเหรื่อนับร้อย นับพัน สิ่งนั้น ก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราทุกคนเรียกว่า...

 

             ความรัก

 

      และผมก็เชื่อเหลือเกินว่า มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉุดดึงเขาให้เดินออกมาจากซอกสกปรกในอดีต เป็นสิ่งที่ทำให้เขามองเห็นความดีงามในหล่มโคลน เห็นความชื้นฉ่ำในพื้นดินแห้งผากตอนเที่ยงวัน เห็นความสวยบริสุทธิ์ของผู้หญิงที่เขาเลือกให้เป็นคู่ชีวิต

 

           เขาทำให้ผมรู้คำตอบว่า ท่ามกลางความสลับซับซ้อนในการใช้ชีวิตของมนุษย์ มีสิ่งเดียวที่ทำให้เขากลายเป็นเขาได้อย่างทุกวันนี้ และสิ่งนั้นไม่พรากใครไปจากใคร แต่มันกลับทำให้การเคลื่อนผ่านของแต่ละคนมีความหมาย ทุกๆ จังหวะจะประทับรอยจำ จะตราตรึงอยู่ในใจของเราทุกคนไปตลอด

 

     จนกว่าความเสื่อมสลายของระบบประสาทหรือความตายจะมาพรากไปจากเรา

 

         

      

    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 9 Apr 2009 21:58:54 by WAY

2008/Nov/22

    

  "แม่อยากดูรูปของพี่ไหม?"

     แม่วางมือจากเข็มและด้ายที่ง่วนอยู่เมื่อครู่ ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาวหน้าโทรทัศน์ มุ่งตรงมายังเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่ผมเปิดอยู่บนโต๊ะ โดยมีสายตาสนอกสนใจของคุณยายซึ่งนั่งถัดไปติดตามมาด้วย

       สิบกว่าวันที่แล้ว พี่สาวหนึ่งเดียวของผมต้องเดินทางไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นการเดินทางไกลบ้านเพียงลำพัง และถือเป็นการจากอ้อมอกของผู้ให้กำเนิดในรูปแบบที่ทั้งห่างไกลและยาวนานที่สุด ถึงแม้พี่สาวของผมจะอายุ 30 ปีแล้ว แต่สายสัมพันธ์ที่แม่ผูกโยงมาหาพวกเรา ก็ทำให้ทุกวัน ทุกเวลา และทุกช่วงวัยของเรามีค่าไม่ต่างกัน

      เว็บไซต์ hi5.com ที่ผมเปิดเข้าไปดูหลังเสร็จกิจการงานที่ทำในวันนั้น ทำให้ผมได้รู้ว่า ปัจจุบันขณะของพี่เป็นอย่างไร ด้วยเนื้อความในการติดต่อสนทนา ไปจนถึงรูปภาพที่ทำให้เห็นว่า พี่สาวกำลังใช้ชีวิตอย่างไม่ได้ทุกข์เข็ญอะไรนักในดินแดนที่มีประชากรเป็นลูกพระอาทิตย์ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายคลื่นน้ำทะเล  

     จากค่ำคืนที่ผมพบความเคลื่อนไหวของพี่สาวโดยบังเอิญ ต่อยอดไปถึงเช้าของอีกวัน ที่ผมอยากแบ่งปันความรู้สึกเหล่านั้นให้คนในครอบครัวได้สัมผัส

     ผมไม่คิดว่าการตอบสนองของแม่จะมากถึงระดับนั้น สิ้นเสียงเอ่ยชวนของผมไม่ถึงเสี้ยววินาที ผมเห็นหญิงผู้ให้กำเนิดเคลื่อนตัวมาเกือบจะถึงโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ ด้วยแววตาที่มีทั้งความห่วงใย ความตื่นเต้น และความคิดถึงผสมปนเปอยู่ในนั้น

 

       แม่หย่อนก้นลงเก้าอี้หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมแนะนำวิธีการใช้งานเมาส์ควบคุม และหน้าจอของเว็บไซต์ให้แม่ฟังอย่างช้าๆ จากนั้นจึงหลีกทางมายืนลอบมองอยู่ด้านหลัง และเช้าวันนั้นเอง ที่ผมได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ 2ประการเกิดขึ้นพร้อมลมวูบไหวของฤดูกาล

 

     ประการแรก คือ สตรีวัยเฉียดหกสิบปีคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้าเว็บไซต์ hi5.com เว็บไซต์ที่ผู้ใหญ่จำนวนมากต่อต้านคัดค้าน และสรุปรวมว่าคนที่ใช้งานเว็บไซต์ดังกล่าว เป็นผู้ที่ทำตัวด้อยค่าไร้สาระ

     ถ้ายึดโยงตามตรรกะหลวมๆ ของคนที่บรรลุนิติภาวะบางกลุ่ม การสมัครสมาชิก เป็นเจ้าของพื้นที่สมมุติ นั่งตกแต่ง ใส่รูปภาพ และพูดคุยสนทนากับบุคลทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักผ่านตัวหนังสือในเว็บไซต์ hi5.com คือพฤติกรรมเปลืองเปล่า ไม่ต่างอะไรกับการเผาทำลายเวลาอันมีค่าในแต่ละวันให้หมดไป

 

        ผมอาจจะเชื่อตามตรรกะนั้น ถ้าไม่เห็นภาพที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้าของตัวเอง สิ่งมหัศจรรย์ประการแรกคือ ความพยายามเรียนรู้และทำความเข้าใจกับอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ที่แม่ไม่เคยหยิบจับ เพียงเพื่อจะ 'ผ่าน' เข้าไปในโลกที่ลูกสาวพักพิงอาศัย โลกใบที่แม่ไม่เคยหลุดเข้าไปเยี่ยมเยียนมาก่อน

      ลูกศรบนหน้าจอเคลื่อนผ่านตำแหน่งที่แม่ต้องการไปแล้วหลายรอบ แต่แม่ก็ควบคุมให้มันมาจ่ออยู่ตรงพื้นที่สั่งการให้ภาพต่อไปปรากฏขึ้น รูปของลูกสาวคนโตกับฉากหลังที่ไม่คุ้นเคย เรียกสิ่งมหัศจรรย์ลำดับที่สองของเช้าวันนั้นให้เกิดขึ้นทันที

    รอยยิ้มของแม่ฉายชัดที่มุมปาก ดวงตา และฝ่ามือ รูปทุกใบของพี่ได้รับการพิศอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้จะไม่มีความถนัดในการใช้งานเครื่องไม้เครื่องมือที่อยู่ตรงหน้า อีกทั้งความเร็วของระบบอินเตอร์เน็ตที่ช้ากว่าระบบส่วนมากที่ทั่วโลกนิยมใช้ แต่นั่นก็ทำให้แม่สามารถซึบซับรับเอาความเป็นไปของพี่สาวได้ดียิ่งขึ้น ใบหน้าของพี่ อาภรณ์ของพี่  สิ่งแวดล้อมของพี่ และตัวอักษรที่เล่าบรรยายรูปภาพแต่ละใบ เป็นสารสำคัญที่แม่ได้รับในเช้าวันนั้น

 

     ผมไม่รู้ว่า ภาพถ่ายที่แสดงผลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ กับรูปถ่ายที่ถูกอัดล้างจนอยู่ในรูปสิ่งพิมพ์ ให้คุณค่าแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร สิ่งหนึ่งที่รู้ก็คือ วันนี้ เวลานี้ มีรอยยิ้มอบอุ่นเกิดขึ้นจากบางสิ่งที่คนบางกลุ่มรังเกียจ ต่อต้าน

 

     คงไม่จำเป็นต้องยึดตามตรรกะหรือเหตุผลของใคร เพราะถ้ายึดตามตรรกะส่วนตัวของผมแล้ว เว็บไซต์ hi5.com หรือเว็บไซต์อื่นๆ ในโลกอินเตอร์เน็ตก็ไม่ต่างอะไรกับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ไม่ต่างอะไรกับเหรียญที่มี 2 ด้าน และดาบที่มี 2 คม

 

     แล้ววันนี้ ด้านที่สวยงามของเหรียญ กับคมที่ทรงคุณค่าของดาบ ก็ได้แสดงตัวออกมาให้ครอบครัวของเราได้ประจักษ์ ผมไม่รู้ว่า คนที่ยังจมอยู่กับบางด้านของเหรียญ หรือฝังตัวเองอยู่กับบางคมของดาบนั้น เป็นเพราะว่าเขาไม่เคยรู้ว่า จริงๆ แล้วเหรียญยังมีอีกด้านหรือดาบยังมีอีกคมอยู่ หรือว่าแท้จริงแล้ว เขาสมัครใจที่จะล่ามร้อยตัวเองให้ติดยึดอยู่กับคมด้านเพียงฝั่งเดียวกันแน่

 

 

ขอขอบคุณ : ภาพถ่ายจากพี่สาวครับ

         

 

 

 

 

edit @ 23 Nov 2008 22:30:16 by WAY

2008/Oct/11

  5 เดือน...

   ผมห่างหายจากพื้นที่สำหรับเก็บบันทึกเรื่องราวชีวิต ครุ่นคิด และตริตรองแห่งนี้ไปนานถึง 5 เดือน

   จากวันแรกๆ ที่เริ่มต้น ผ่านขั้นตอนการสมัคร และครอบครองเป็นเจ้าของพื้นที่เสมือนซึ่งเป็นหน้ากระดาษสาธารณะสำหรับบันทึกเรื่องราวชีวิต ครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างในหัวให้ก้องดังจนผู้อื่นได้เห็นได้ยิน

   ผมไม่เคยห่างหายมันไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้

     5 เดือน...

     จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น สำหรับคนที่ใจร้อน ห้าเดือนคือวันเวลาทุกข์ทุรนที่กำลังเคลื่อนเดินเสียดผ่านเนื้อตัวไปอย่างช้าๆ  เหนี่ยวดึงเส้นขนจนเจ็บปวด แต่สำหรับคนที่ใจเย็น เวลาห้าเดือนคือ โมงยามที่แล่นฉิวจนเส้นผมโบกสะบัด หอบนำลมเย็นของนานาประสบการณ์ผ่านผิวกายไปอย่างเร็วรี่และเริงร่า

       "คุณลองนึกถึงเวลาที่คุณนั่งอยู่หน้าสาวสวยสักคน เวลา 1 ชั่วโมงที่ผ่านไป คุณจะรู้สึกเหมือน 1 นาที แต่คุณลองเอามือไปวางไว้บนเตาร้อนๆ ดูสิ เวลา 1 นาที จะยาวนานเป็นชั่วโมง"

      นั่นเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพันธภาพที่'อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์' เคยกล่าวให้ผู้ช่วยของเขาฟัง จากตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งนำมาแทนค่าในสมการสั้นๆ ว่า I = mc2  ที่คนค่อนโลกไม่เคยเข้าใจความหมายของสมการนี้อย่างลึกซึ้ง

 

    แต่ผมคิดว่า ผมเริ่มที่จะเข้าใจแล้ว...

   แม้จะไม่ใช่ในเชิงคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ แต่ความสว่างวาบที่เกิดในหัวกลับปรากฏขึ้นที่ซีกมุมซึ่งเกี่ยวโยงกับทางสังคม

 

     2 ปีที่แล้ว ผมเคยถกเถียงกับเพื่อน เพราะต้นเหตุจากคำกล่าวที่ว่า 'ไม่มีเวลา' ซึ่งหลุดใหลออกมาจากปากของพวกเขา

     เวสารัช ในวินาทีนั้น เห็นแย้งและคิดค้านกับคำพูด 'ไม่มีเวลา' จนอาจจะเรียกได้ว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่ได้ยินคนพูดว่า ไม่มีเวลา ผมมักจะย้อนกลับไปอย่างกวนๆ ว่า "แล้วเวลาของคุณมันหายไปไหนเหรอครับ" หรือ "คุณไม่ได้ได้เวลาวันละ 24 ชั่วโมง เหมือนกับคนอื่นๆ เหรอครับ" เสมอ

     แต่นั่นคือคำพูดในอดีตของผู้ชายวัย 26 ที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตเคลื่อนผ่าน 5 เดือนที่แล้ว

     5 เดือนที่ผ่านไป เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมายกับผมเสียยิ่งกว่า 5 เดือนไหนๆ ที่เคยผ่านไป เพราะผมได้เรียนรู้รวมถึงสังเคราะห์ความคิด ความเชื่อ และทัศนคติใหม่ๆ ซึ่งหักล้างความคิดความเชื่อและทัศนคติเดิมๆ ของตัวเองลงได้

 

      ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าคุณสามารถสันดาปทัศนคติใหม่ ที่ไม่ผิดแย้งกับหลักธรรมหรือขืนค้านกับกฏธรรมชาติข้อไหน แต่มันสามารถคัดง้างความคิด ความเชื่อ และทัศนคติเดิมๆ ที่ฝังหัวคุณมาตลอดตั้งแต่เล็กจนโตได้

       ผมมั่นใจว่า คุณจะก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นทันที

      กล่าวง่ายๆ คือ จิตวิญญาณของคุณจะเติบโตขึ้นไปอีกหนึ่งขวบวัย เพราะการเติบกล้าทางจิตวิญญาณไม่ได้อาศัยการไหลผ่านของกาลเวลาเฉกเช่นการเติบโตของสังขารร่างกาย

     ดังวลีหนึ่งของชาวตะวันตก ที่กล่าวเอาไว้ว่า 'Older Doesn't Necessarily Mean Wiser'

    หรือ 'การเติบโตทางอายุไม่ได้ทำให้เกิดการเติบโตทางความคิด'

 

      ไม่แปลกหรอกครับ ที่ในสังคมจะมีคนร่างกายเติบโตเต็มที่ บางรายถึงช่วงวัยที่ผมขาวโพลน ใบหน้าเหี่ยวยับ แต่ไม่รู้จักคิด สมองกลวง ใจแคบ  แต่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเด็กๆ ที่ฟันแท้ยังขึ้นไม่ครบ 32 ซี่แต่อุดมไปด้วยสมองที่เปิดกว้าง หัวใจที่เปิดอ้า ถึงพร้อมด้วย สมาธิ และปัญญา

 

     หลังจากวิพากษ์คนอื่นมานานนับปี การอ่านหนังสือ สนทนากับผู้อื่น และครุ่นคิดวิเคราะห์โดยนำทฤษฎีของไอน์สไตน์มาเชื่อมโยง  ก็ทำให้ผมเริ่มจะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้ที่ 'ไม่มีเวลา' เสียใหม่  

 

        คำย้อนกวนๆ ก็ค่อยๆน้อยลงจนเหือดหายไปในที่สุด จริงอยู่ที่ทุกคนได้เวลา 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งวันเทียบเท่ากัน แต่ 1 ชั่วโมงของผม ไม่ได้มีค่าเท่ากับ 1 ชั่วโมงของคุณตา บ้านปลายนาที่ต้องเอาชีวิตรอดและเลี้ยงดูอีกหลายชีวิตในเรือนชาน

     เป็น 1 ชั่วโมงที่มีปริมาณน้อยเหลือเกินในมุมของการทำงาน  และเป็น 1 ชั่วโมงที่มากจนน่าเศร้าในเชิงของการทุบตีชาวนาตัวเล็กๆ ด้วยฝ่ามือของโลกทุนนิยม

      60 วินาทีที่ชายชราตรากตรำทำงาน เพื่อแลกเศษเงินที่พ่อค้าโรงสีอาจจะนำไปใช้ซื้อขนมกิน 

    ในวินาทีที่ผมกำลังหลับ เด็กไร้บ้านที่สนามหลวง ต้องพยายามกลืนเวลาหนึ่งวินาทีให้ผ่านลำคอไปอย่างทรมาน

     ในชั่วโมงที่ผมนั่งคิดงาน ตอกแป้นพิมพ์เพื่อสื่อสารที่อยู่ในหัวออกมาเป็นรูปธรรม โดยมีงานนับสิบจ่อประชิดอยู่ข้างกาย เป็นชั่วโมงเดียวกันกับที่เด็กสาวคนหนึ่งกำลังนั่งแต่งเว็บไซต์ชื่อ hi5 เพื่ออวดรูปโชว์เนินอก

 

       วันเดียวกัน ชั่วโมงเดียวกัน นาทีเดียวกัน วินาทีเดียวกัน แต่ไม่เท่ากัน

       ถ้าอธิบายในมุมของไอน์สไตน์ ก็เพราะเวลาเป็นมิติที่แปรเปลี่ยนได้เมื่อสัมผัสสัมพันธ์กับตัวแปรอื่น

 

        เวลาของใครก็ของมัน

       5 เดือนสำหรับผม จึงอาจเทียบเท่า 4 ปีของผู้ที่ศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยบางคนก็เป็นได้

       ใครจะรู้... 

 

 

         

 

 

edit @ 18 Oct 2008 22:47:55 by WAY