2008/May/19

     วันนี้ ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะพบความจริงว่า ตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างทางแยกขนาดใหญ่

     และหากมองจากตำแหน่งนี้ ผมเห็นว่าเส้นทางทั้งขวาและซ้ายนั้น มีความกว้าง พื้นผิว ตลอดจนทิวทัศน์สองข้าง แทบจะเทียมเท่ากันทุกประการ

      แต่ความหมายของทางแยก คือ การแยกห่างออกจากกัน ทางแยกต่างจากทางขนานตรงที่ เราจะไม่มีวันล่วงรู้ได้เลยว่า บนเส้นทางข้างหน้า จะมีอีกสักระยะหนึ่งไหม ที่ถนนที่แยกจากกันไปนั้น มันจะเลี้ยววนมาบรรจบกันอีกครั้ง

       บ่ายแก่ๆ ของวันทำงานธรรมดาวันหนึ่ง ผมขลุกตัวอยู่หลังคอมพิวเตอร์เครื่องที่ใช้เป็นประจำขณะปักหลักทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ  เสียงและการสั่นสะเทือนของเครื่องโทรศัพท์ซึ่งสอดแนบอยู่ในกระเป๋ากางเกงฝ่าความวิเวกขึ้นมาในเวลาที่เกือบจะพร้อมกัน ผมล้วงลงไปฉวยเอาเครื่องมือสื่อสารของตัวเองออกมา แล้วใช้สายตาพิศดูหน้าจอตามปกตินิสัยของผู้ที่ใช้โทรศัพท์ติดตามตัวทั่วไป

 

        ชื่อเพื่อนคนหนึ่งที่ร่วมทำนิตยสารด้วยกันชัดหราอยู่บนกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ  สำหรับเพื่อนคนนี้ โดยปกติแล้ว สิบวัน พันชั่วโมงมันถึงจะติดต่อมาหาผมสักครั้ง ผมจึงคิดเอาเองว่า สัญญาณการติดต่อของมันไม่น่าจะใช่เรื่องของการไถ่ถามสุขทุกข์ทั่วไป  แต่น่าจะมีบางเรื่อง ที่จำเพาะเจาะจงต้องสนทนาหารือกับผมเป็นการส่วนตัวมากกว่า

     "พี่...ให้มึงโทรหาด่วน" สามจุดที่ละไว้ คือ นามของรุ่นพี่ในแวดวงนิตยสารที่รู้จักกันเผินๆ  คนหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรนัก แต่สิ่งที่ทำให้ผมฉงนใจ จนเลยเถิดไปถึงการคาดเดาอะไรขึ้นมาในหัว ก็คือ คำลงท้ายที่เพื่อนคนนั้นใช้ปิดการสนทนา เพราะโดยปกติแล้ว   'ด่วน' เป็นคำที่มีพลังสูงพอที่พร้อมจะทำให้ใครสักคนวางมือจากกิจที่ปฏิบัติอยู่ได้ทุกขณะเวลา

        สามสิบวินาทีหลังการวางโทรศัพท์จากเพื่อน ผมติดต่อกลับไปยังรุ่นพี่ในวงการคนนั้นพร้อมๆ กับที่พยายามละล้างความคิดปรุงแต่งซึ่งฟุ้งเกลื่อนอยู่ในสมอง  เสียงปลายสายทำให้สิ่งที่ผมคาดเดาปะติดปะต่อจนเป็นรูปธรรม เมื่อวางสายไป ความเงียบที่ซุกซ่อนอยู่บนชั้นทำงานซึ่งคลาคล่ำไปด้วยเสียงสนทนา หยอกล้อ เล่นหัวของคนหลายสิบก็แผ่เข้ามาเคลือบคลุมร่างของผม ความรู้สึกมากกว่าสองประการผุดพุ่งแล่นวูบขึ้นวาบลงอยู่ในกายที่เคลื่อนกลับไปหลังคอมพิวเตอร์อย่างเชื่องช้า

      

     มันเหมือนว่าผมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสายหนึ่ง แม้จะสะดุดหรือหกล้มบ้าง แต่วินาทีนั้นผมก็ยังแน่วแน่และยึดมั่นกับทางตรงที่ทอดยาวไปจากตำแหน่งนี้ แต่แล้ววันหนึ่ง ผมกลับพบความจริงว่า บนถนนสายใหญ่ที่ตัวเองกำลังเคลื่อนที่ แท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นจากการประกอบรวมกันของเส้นทางปลีกย่อยมากมายนับสิบ ร้อย พัน หรืออาจมากจนผู้เดินทางไม่สามารถนับคำนวณได้เลย

 

      หลังจากที่เห็นถนนอีกสาย ทอดเชื่อมอยู่กับเส้นทางหลักที่กำลังเดินอยู่ ความลังเลก็โถมเข้ามาเกาะกุมที่หัวใจของผมทันที

     เพราะหากผมใช้สมองในการตัดสินใจเลือกเส้นทางการเคลื่อนที่  ความสับสนว้าวุ่นก็คงไม่อาจดึงโน้มให้ผมต้องหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างทางแยกเช่นที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

 

    แต่เพราะผมใช้หัวใจในการตัดสิน  ก้อนเนื้อที่มีความลังเลโอบคลุม มันคงทำงานได้ไม่เต็มที่ ผมครุ่นคิดตริตรองซ้ำแล้วซ้ำอีก ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เนื่องจากข้อบังคับและปัจจัยกำหนดที่ไม่เปิดโอกาสให้ผมใคร่ครวญได้ยาวนานเท่าไร  

     หลังจาก ที่ได้ตัดสินใจออกไป ผมวาดเท้าก้าวเดินต่อไป  และได้พบสัจจะอีกประการที่ตัวเองแทบไม่เคยนำขึ้นมาทบทวนหรือระลึกนึกถึง

 

     ผมพบว่า บนเส้นทางสายหลักที่เราทุกคนกำลังเดิน แท้จริงแล้ว มันเต็มไปด้วยทางแยกใหญ่น้อยมากมายนับไม่ถ้วน แต่ความคุ้นชินบางประการได้โบกถมจนทำให้เรามองไม่เห็นทางแยกยิบย่อยเหล่านั้นในสายตา

     หากยึดการหมุนโคจรของดวงดาว เป็นหมุดหมายของการเริ่มชีวิตใหม่  จะพบว่า เราทุกคนต่างพบทางแยกมากมายที่ไมได้มีแค่ซ้ายกับขวา หน้ากับหลัง...

 

    จะรีบล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ หรือ ละเลียดเวลาด้วยการดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์?

     จะขึ้นรถประจำทางสายเดิมที่คุ้นเคย หรือทดลองเดินทางด้วยสายรถเมล์ใหม่ๆ หรือมุ่งไปที่หมายด้วยวิธีการและพาหนะที่ต่างไป?

      จะทำสิ่งที่คุณกระทำซ้ำบ่อย  หรือทดลองเดินหนทางแปลกใหม่ที่อยู่ห่างจากความคุ้นเคยของคุณเอง?

 

     และในทุกเส้นทาง ที่คุณเลี้ยวเดิน มันก็ยังมีเส้นทางอีกนับสิบ นับร้อย ให้เลือกก้าว

 

      ใช่หรือไม่ว่า ความคุ้นชิน ความขลาดกลัว นิสัยไม่กล้าเปลี่ยนที่ฝังอยู่ในสมองของคนส่วนใหญ่ ทำให้เราต่างมองไม่เห็นทางแยกเหล่านั้น

 

      วันนี้ ผมลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะพบความจริงที่ว่า ตัวเองกำลังยืนอยู่ระหว่างทางแยกขนาดใหญ่ ที่มีทางยิบย่อยหลายร้อยหมื่น เป็นตัวเลือกที่เจ้าของฝ่าเท้าจะบังคับให้อวัยวะคู่นี้ไปเหยียบยืน ณ ตำแหน่งใด ของถนนชีวิต

 

...........................................................................

 

ขอขอบพระคุณ

เวสารัช โทณผลิน สำหรับความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองและจุดหมายที่เราเห็นร่วมกัน

พี่ต่อพงษ์ เศวตามร์  สำหรับความเข้าใจและโอกาสมากมายที่ให้ผมมา พี่เป็นคนที่รักลูกน้องมากที่สุดคนหนึ่ง เท่าที่ผมเคยรู้จัก

พี่นรวัชร์ พันธ์บุญเกิด สำหรับความเชื่อถือในตัวตนของผม และสำหรับความเป็นเพื่อน เป็นพี่ ที่จะคงอยู่ตลอดไป

 

ทุกๆ คนที่บ้านพระอาทิตย์  และทุกๆ คนบนถนนพระอาทิตย์ ทางแยกเส้นนี้ มันจะไม่ทำให้ผมหลงลืมละเลย หรือเดินห่างไกลจนไม่สามารถย้อนกลับไปเหยียบย่ำได้อย่างแน่นอน ขอขอบพระคุณจริงๆ จากหัวใจครับ

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 22 May 2008 23:02:09 by WAY

2008/Apr/18

         ผู้ชายอายุ 26 ปีคนหนึ่ง กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ในเงาของสะพานลอยหน้าปากซอยเข้าบ้านตัวเอง  เพียงก้าวพ้นจากเขตไร้แดดของสิ่งปลูกสร้างที่ทอดไปสู่ฟากถนนอีกฝั่ง แค่ยกเท้าย่างเหยียบแท่นซีเมนต์ต่างระดับของสะพานเส้นนั้น  แล้วพาตัวเองเดินข้ามพื้นถนน เพื่อไปยืนรอรถประจำทางที่ป้ายฝั่งตรงข้าม ก็ถือว่าสำเร็จตามกิจขั้นต่อไปที่เขาพึงกระทำแล้ว

        แต่สิ่งที่ทำให้เขายังลังเล มันเกิดจากแรงกระทบที่เขาเองก็มองไม่เห็นและกระทั่งไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า แรงดังกล่าวจะมีอยู่จริง...

        ต้นธารของพลังที่ไร้ตัวตน อาจมาจากประโยคหนึ่งที่เขาเคยได้สดับ ในเพลาเที่ยงเศษของวันหนึ่งในฤดูร้อน ย้อนหลังไปสักสามปีที่แล้ว 

        "ตายแล้วน้อง เป็นผู้ชายทำไมถือร่มคันเบ้อเริ่มอย่างนี้" หญิงรุ่นพี่ร่วมสถานทำงาน ซึ่งอาวุโสกว่าทั้งในด้านขวบวัยและชีวิตการทำงาน เอ่ยทักด้วยประโยคกึ่งคำถามที่ปราศจากกลิ่นกังขา

        ความรู้สึกประดักประเดิดค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเขา  แต่เขาก็ยังคงประคองร่มคันโตเอาไว้เหนือศรีษะ ร่มขนาดกว้างที่นิยมใช้ในสนามกอล์ฟคันนี้ เขาตั้งใจหอบมันมาจากบ้าน โดยสารรถประจำทางเดินทางคลุกฝุ่นผจญเขม่ามาด้วยกันในช่วงเช้าของวันที่เพิ่งจะเริ่มต้นการทำงานครั้งแรกในชีวิตได้ไม่นาน

        "ทำไมเหรอครับพี่?" เขาป้อนคำถามสั้นๆ กลับไป ด้วยใจบริสุทธิ์ ด้วยต้องการถ้อยอธิบายจากสาวรุ่นพี่อย่างแท้จริง

      "แหม ก็พี่เป็นผู้หญิงแท้ๆ พี่ยังไม่พกร่มเลย น้องเป็นผู้ชายตัวโต ทำไมถือร่มบังแดดขนาดนี้ล่ะจ๊ะ"

 

           ความรู้สึกติดขัดค่อยๆ มลาย ความสงสัยแล่นเข้ามาแทนที่ "ทำไมมนุษย์เพศชายจึงถือร่มบังแดด ไม่ได้?" เขาคิดในใจ ยังไม่ทันจะกล่าวอะไรต่อ จู่ๆ ความรู้สึกคล้ายได้รับการกล่าวถึงจากกลุ่มคนทำงานที่เพิ่งเดินสวนไปก็บังเกิด เขาเหลียวกลับไปมองด้านหลัง เห็นผู้หญิงหนึ่งใน 4-5 คนนั้น มองตรงมาที่เขา

         เขาค่อยๆ ลดร่มที่อยู่ในมือ แล้วหุบเก็บ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกเที่ยงของวันทำงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเขากับร่มคันโตก็น้อยลง และน้อยลง แม้แสงแดดจะไม่เคยลดความเข้มข้น แต่เขาก็จงใจละเลยที่จะหยิบมันติดมือยามออกพ้นชายคาบริษัท

      ที่ใช้คำว่า "จงใจ" ก็เพราะไม่เคยมีสักวันที่เขาจะหลงลืมร่มที่เขาตั้งใจถือมันออกมาจากบ้านคันนี้ และหากสิ่งของสามารถแสดงอารมณ์ได้เช่นมนุษย์ ร่มใหญ่คันโตก็อาจจะกำลังมองผู้ชายคนที่เคยถือมันไปไหนมาไหน และมักจะเลื่อนชักใบร่มให้กางกันเนื้อผิวของตัวเองจากแดดแรงด้วยความสงสัย เพราะคำพูดจากคนที่รู้จักเขาเพียงผิวเผินเพียงไม่กี่คำ และการสังเคราะห์ความคิดแทนผู้คนที่เดินผ่าน ทำให้เขาละอายที่จะร่วมทางกับมันอีกต่อไป

 

         ถ้าการกางร่มเพื่อกันแดดของใครสักคน (ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร) เป็นเรื่องน่าอาย ชวนขัน หรือทำให้ดูอ่อนแอด้อยพลัง ร่มแต่ละคันก็คงสลดใจในการถือกำเนิดกันบ้างไม่มากก็น้อย เพราะคุณประโยชน์ที่ติดแนบมากับพวกเขาเมื่อแรกผลิต ก็คือการปกป้องผู้ใช้ให้พ้นจากภยันตรายของแดดและฝนมิใช่หรือ  

       ร่มกันฝนมิให้เปียกได้ฉันท์ใด มันก็ควรจะกันแดดไม่ให้ร้อนได้ฉันท์นั้น

      เวลาผ่านไปเพียงสัปดาห์ ชายผู้นั้นตัดสินใจหอบร่มคันโตที่เขาหมายใจจะนำมาป้องผิวกายจากแดดร้ายกลับไปวางไว้ที่มุมสงบของบ้าน

   แม้จะมิได้ผ่านการกางกั้นน้ำฝนมา  แต่ของเหลวใสก็ปรากฏขึ้นที่ปีกร่มคันใหญ่ ซึมชื้นรื้นไหลจากปลายยอดสู่ขอบปีกด้านล่างอย่างช้าๆ ทีละหยาด ทีละหยด

        หากผู้ชายตัวใหญ่สักคนอ่อนไหวกับแสงแดดได้ ร่มคันโตสักคันก็คงอ่อนแอกับความรู้สึกไร้ค่าได้เช่นกัน

         ผมบอกกับชายคนนั้นด้วยเสียงที่ดังขึ้นในใจว่า จงหยิบเอาร่มที่พกไว้ในกระเป๋าออกมากางได้ตามประสงค์ แดดแรงจะทำลายผิว ประสาท และอวัยวะส่วนต่างๆ ของเขา แต่ถ้อยคำที่รุ่นพี่ผู้หญิงคนนั้นเคยฝากไว้ในอดีต ตลอดจนปฏิกิริยาของคนอื่นๆ ที่เกิดจากการปรุงแต่งของเขานั้นไม่ได้มีผลใดๆ กับ ระบบประสาท อวัยวะส่วนต่างๆ หรือแม้กระทั่งผิวพรรณของเขา ถ้าเขาจะเริ่มต้นด้วยการหยุดปรุงแต่งความคิดอ่านของผู้อื่น แล้วมุ่งเน้นที่ความรู้สึกของตัวเองให้มากกว่านี้

             และนั่นคือความหมายของคำว่า "รักตัวเอง" ที่เจือนัยยะความเห็นแก่ตัวเอาไว้ในปริมาณที่น้อยจนแทบจะมองไม่เห็น  

         เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ชายผู้เก้อเขินเปิดกระเป๋า แหย่ฝ่ามือลงไปคว้าร่มที่ซุกอยู่ข้างในออกมาใช้งาน เขากางมันออกด้วยความรวดเร็ว กระชับก้านของร่มไว้แน่นเพื่อกันมิให้มันปลิวหลุดไปตามแรงลม ท่ามกลางแดดร้อน ผมออกเดินไปกับเขาภายใต้ร่มคันเดียวกันนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 3 May 2008 20:41:39 by WAY

2008/Feb/27

          ก่อนเที่ยงวันของ 24 ชั่วโมงแรกในสัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนแห่งความรัก ผมได้รับการเยี่ยมเยือนทักทายจากอาการไข้ พวกมันแทรกซึ่มเข้าร่างของผมตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ มาทราบอีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองเวียนศีรษะและเริ่มหนาวสั่นในขณะถอดเสื้อผ้าเตรียมตัวที่จะอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

        มันเป็นอาการสั่นสะทกในลักษณะที่คนกำลังจะจับไข้มักจะเป็นกัน  มิใช่การสั่นเย็นเพราะสภาพอากาศรอบบริเวณอย่างแน่นอน เนื่องจากในขณะนั้น อุณหภูมิรอบตัวผมไม่ได้ลดต่ำ มิหนำซ้ำอากาศที่รายล้อมยังเรียกได้ว่า 'ร้อนอ้าว'  พ้นชายคาที่พักอาศัยออกไปแดดกร้านก็กำลังสาดตัวทั่วบริเวณ  มันจึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างมากถ้าหากคนขี้ร้อนอย่างผมจะรู้สึกหนาวสั่นเพราะอากาศเช่นนี้

 

       แม้ผมจะถือกำเนิดมาในบริบทของสังคมเมือง แต่สัญชาตญาณสัตว์ที่ซุกอยู่ในตัวก็แจ้งเตือนว่า อาการไข้กำลังจะมา ย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ประมาณสามสัปดาห์ ผมมีความเสื่อมทรุดเกิดขึ้นกับสังขารร่างกายล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งประการ คือ เจ็บคอ  ซึ่งมันได้กลายเป็นความเคยชินของผู้ชายที่มีความชำรุดของร่างกายในลักษณะเช่นนี้  เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งไปเสียแล้ว

   และไอ้ความเคยชินนี้เอง ที่กาลต่อมามันได้กลายเป็นสิ่งฟูมฟักหล่อเลี้ยงอาการป่วยไข้ในร่างของผมครั้งนี้ให้แผ่ขยายลุกลาม

 

          ว่ากันว่า หากเรากระทำสิ่งใดซ้ำๆ บ่อยๆ  ความเคยชินจะถือกำเนิดขึ้น แล้วเมื่อใดก็ตามที่ความเคยชินแทงแขนงพ้นจากผิวเมล็ด มันจะค่อยๆ แตกกอต่อยอดเจริญเติบโตมาปกครอบนานาคำถามที่เคยผุดพล่านขึ้นในสมองของเราจนหมดไปในที่สุด  

 

           เพราะโดยธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราไม่ใช่สัตว์โลกน้อยคำถามมาตั้งแต่แรกกำเนิด  หากเราทุกคนยังพอจะระลึกนึกย้อนไปได้ถึงวันแรกๆ ที่ถือกำเนิด  จะพบว่า เราต่างพ่นคำถามต่างๆ ออกมามากมายจนพ่อแม่ผู้ปกครองไขตอบกันไม่หวาดไม่ไหว ความสงสัยของมนุษย์เกิดขึ้นได้กับทุกสิ่ง ตั้งแต่ฟ้ากว้างใหญ่ไล่ลามลงมาถึง ธุลีดิน

 

      แต่แล้ว เมื่อเวลาผ่านการกระทำซ้ำถี่ได้สร้างความเคยชินให้ชูก้านแผ่กิ่งคลุมใจของมนุษย์  คำถามความสงสัยนานัปประการก็ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ  และจะด้วยความรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตามแต่  เราในปัจจุบันก็แทบไม่เคยได้ปริปากถามใครแม้กระทั่งตัวเองเลยแม้แต่คำถามเดียว...

          "ทำไมเราต้องกินข้าวเป็นอาหารแทบทุกมื้อ?"

          "ทำไมเราต้องยืนตรงเวลาได้ยินเพลงชาติ?"

         "ทำไมที่ทำงานทุกแห่งต้องเข้างานและเลิกงานในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งๆ ที่รถก็ติด คนก็เยอะ?"

         "แล้วทำไมเราต้องไปแย่งเบียดโดยสารรถ เพื่อจะไปผลาญเวลาที่ทุกคนต่างบอกว่าสำคัญบนท้องถนนกันวันละหลายๆ ชั่วโมง?"

          "ทำไมผมถึงเกิดอาการเจ็บคอขึ้นบ่อยครั้ง แล้วทำไมทุกครั้งที่เกิดอาการเจ็บคอ ผมต้องใช้วิธีพยาบาลตัวเองในการปลดเปลื้องความเจ็บไข้ ทั้งซื้อยามากิน งดน้ำเย็น ของทอด ของมัน และเฝ้ารอให้อาการต่างๆ หายไปโดยมิได้นึกถึงการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเลย?"

 

          "ทำไม ทำไม และทำไม?"

 

           หลังจากที่อาการเจ็บคอหนุนเกื้อให้ผมต้องรับประทานข้าวต้มเละๆ กับแกงรสจืดในทุกมื้ออาหารมาเป็นเวลาเกือบสามสัปดาห์ ผมบ่มความเบื่อหน่ายเอาไว้ในใจและคิดอยู่เสมอว่า ถ้าหายเมื่อใดจะเตลิดลิ้นไปกินของประเภทอื่นที่ปากคอไม่เคยได้สัมผัสในช่วงเวลาที่บาดเจ็บเลยอย่างแน่นอน

          ผมประคบประหงมลำคอตัวเอง กันมันให้พ้นจากของทอดเปื้อนน้ำมัน อาหารฝืดแข็ง และเครื่องดื่มฉ่ำเย็นมาตลอด 10 กว่าวัน ทนกลืนข้าวต้มกับแกงจืดที่มีส่วนผสมเดิมๆ จำพวก หมูสับ เต้าหู้ไข่ และผักกาดขาว อีกทั้งยังดื่มเฉพาะน้ำบริสุทธิ์อุ่นๆ หรืออย่างเลวก็ต้องมีอุณหภูมิเท่ากับห้องที่ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศเลี้ยงเอาไว้เท่านั้น

          ทุกมื้ออาหารผ่านไปอย่างน่าเบื่อ  ผมเฝ้ารักษาอาการเจ็บคอด้วยหวังว่ามันจะเพียงผ่านมาเยี่ยมแล้วจากไป เหมือนทุกครั้งที่เคยมาเยือน

         แต่แล้ว...สภาพการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปดังที่ผมวาดหวัง หลังจากจ่อมจำอยู่กับอาหารมื้อเดิมๆ  ผมสัมผัสได้ถึงอาการเจ็บคอที่ทุเลาลง จึงคิดนึกด้วยตัวเองว่ามันใกล้จะหาย  ผมจึงตัดสินใจที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเสียที  

        ชีวิตปกติของผม นั่นคือการเสพกินของทอดกรอบและน้ำดื่มเย็นเยียบทุกประเภทในวาระโอกาสต่างๆ  

        ถึงจะยังประคองอาการที่ไม่หายสนิทด้วยการไม่เสพของทอดกรอบและดื่มน้ำเย็นๆ พร่ำเพรื่อ แต่การดอดรับประทานอาหารประเภทนั้นอยู่เนืองๆ ในขณะที่ลำคอยังไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง เท่ากับเป็นการตักเติมปริมาณป่วยไข้ใส่ร่างกายทีละเล็ก ทีละน้อย

        และแล้ว วันหนึ่ง อาการเจ็บไข้เหล่านั้นมันก็ล้นออก

           สิบเจ็ดนาฬิกา ยี่สิบนาที ของวันอาทิตย์ปลายเดือนกุมภาพันธ์  ผมนั่งนิ่งอยู่ในโรงพยาบาล ศีรษะเวียนโหวงด้วยพิษไข้ ลำคอเจ็บร้าวลงถึงทรวงอก ถึงอาการจะไม่ได้สาหัสถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ก็ถือว่าเป็นการป่วยไข้ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งปี และเป็นการเดินเข้าโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วยในรอบหนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านไปของผม  

 

         ผมถอนปรอทออกจากโคนลิ้นแล้วยื่นส่งให้นางพยาบาล เธอเช็ดปลายปรอท พิศดูสารย้อมสีที่ขยับวิ่งอยู่ในลำแท่ง แล้วบอกกับผมสั้นๆ ว่า "มีไข้นะคะ"

         ผมรู้ตัวดี เพราะอาการที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่วิสัยปกติ ระหว่างที่กำลังนั่งรอให้นางพยาบาลอีกคนเรียกชื่อเพื่อเข้าไปรับการวินิจฉัยโรคในห้องตรวจ ผมนึกสงสัยระคนสมเพชตัวเองขึ้นเล็กๆ 

       น่าแปลกที่ผมคุ้นเคยกับอาการเจ็บไข้จนไม่เคยได้ตั้งคำถามใดใดเกี่ยวกับมัน แต่ผมกลับไม่คุ้นกับสถานที่ที่อวลไปด้วยกลิ่นยาอย่างที่โรงพยาบาลแห่งนี้เลย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เคลื่อนไหวใช้ชีวิต เดินผ่าน หรือกระทั่งแวะเข้ามาขับปล่อยของเสียในห้องน้ำของโรงพยาบาลอยู่หลายครั้งหลายคราว หรือโรงพยาบาลจะเป็นที่ท้ายๆ ของการครุ่นคิดใคร่ครวญ เป็นสถานที่ลำดับหลังๆ ที่ความแคลงใจสงสัยของผมจะเกิดขึ้นกันแน่?

         ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาเสียแล้ว

     

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 29 Feb 2008 22:44:51 by WAY